compiter-light

พบชายเสื้อดำ เอาน้ำลายป้ายภายในลิฟต์ของ รถไฟฟ้า BTS

    มีผู้ใช้เฟสบุ๊กรายหนึ่งได้มีการเผยแพร่คลิปวีดิโอ เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อกล้ามสีดำ และสวมใส่กางเกงสีแดง เดินเข้ามาภายในลิฟต์ของ สถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งและนำมือล้วงเอาน้ำลายมาป้ายภายในบริเวณลิฟต์ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มกด  และตามประตูและผนังของลิฟต์ ซึ่งหลังจากที่มีกาารเผยแพร่คลิปนี้ออกไป ชาวโชเซียลก็ได้ตามหาข้อมูลนี้ว่าเหตุเกิดที่ไหน ซึ่งพบว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยของเรานี่เองและสถานที่ที่อยู่ในคลิปดังกล่าวก็คือสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติเดินทางบริษัทรถไฟฟ้า BTS ได้ออกมาเผยข้อมูลให้ทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เดือนมีนาคมปีพศ 2563 นี้เอง

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 05:23 นาทีซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟฟ้าได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่ามีชายชาวไทยคนหนึ่งเดินเข้าไปในลิฟท์ดังกล่าวและเมื่ออยู่ในลิฟท์ก็ไม่ได้มีการนำน้ำลายมาป้ายตามผนังลิฟท์ประตูและปุ่มกดของลิฟท์เหมือนกับจะเป็นการต้องการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าให้กับคนอื่นซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟฟ้า BTS เห็นภาพในลิฟท์ที่ถ่ายจากกล้องวงจรปิดก็ได้เดินมาหาชายคนดังกล่าวเพื่อทำการสอบถามถึงสาเหตุที่กระทำการในครั้งนี้เมื่อใช้คนดังกล่าวเห็นทางเจ้าหน้าที่เดินเข้าไปใกล้ก็วิ่งหนีโดยใช้คนดังกล่าววิ่งหนีไปทางถนนพระรามหนึ่ง  เจ้าหน้าที่ของรถไฟฟ้า BTS จึงได้ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการให้ติดตามจับกุมตัวชายคนดังกล่าวเนื่องจากว่าเป็นการกระทำที่สร้างผลกระทบให้กับประชาชนคนไทยที่มาใช้บริการที่สถานีรถไฟฟ้า

    จากเหตุการณ์นี้เองทางบริษัทรถไฟฟ้า BTS ได้มีการออกมาประชาสัมพันธ์ผ่านทาง facebook ส่วนตัวของทางสถานีโดยมีการแจ้งข้อมูลให้กับผู้โดยสารที่มาใช้บริการของรถไฟฟ้า BTS ว่าให้มั่นใจในความปลอดภัยว่าสถานีมีการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโรคและมีการป้องกันอย่างแน่นหนาโดยทางสถานีเองได้มีการนำน้ำยาฆ่าเชื้อมาฉีดพ่นตามจุดต่างๆทั่วบริเวณทั้งสถานีทุกๆ 1 ชั่วโมงรวมถึงมีการนำเจลล้างมือมาไว้ให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ใช้ในการล้างมือทั้งขาเข้าและขาออกดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าหากมาใช้บริการที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ผู้โดยสารจะปลอดภัยแน่นอนขบวนรถไฟเองก็มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุก 1 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน 

     สมชายคนที่มีการนำน้ำลายไปป้ายในสถานีรถไฟฟ้า BTS นั้นปัจจุบันยังไม่ทราบว่าเป็นใครแต่มีภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเห็นหน้าอย่างชัดเจนซึ่งทางเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้า BTS ได้นำภาพดังกล่าวไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานตามตัวมาลงโทษแล้วคงต้องดูว่าชายคนดังกล่าวที่ทำไปเนื่องจากสาเหตุอะไรเป็นคนจิตใจไม่ปกติหรือว่าตั้งใจที่จะกระทำเพราะถ้าหากป่วยก็จะต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาแต่ถ้าหากเป็นการตั้งใจทำก็จะต้องรับโทษตามกฎหมายต่อไป 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

compiter-light

ชาวบ้านหนีตายจ้าละหวั่น

คนร้ายค้ายารัวปืนใส่ตำรวจใกล้ห้างบิ๊กซีที่จังหวัดบุรีรัมย์ ชาวบ้านหนีตายจ้าละหวั่น

      ได้มีรายงานด่วนเข้ามาว่าขณะนี้ที่จังหวัดบุรีรัมย์มีคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ทำการยิงปะทะกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมาจากกรุงแถวบริเวณใกล้ๆกลับห้างบิ๊กซีทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต้องหนีตายกันจ้าละหวั่นเพราะหวาดกลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย

     ตามรายงานข่าวสำนักข่าวไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือตามสื่อทีวีต่างๆมีรายงานเข้ามาว่าเมื่อวันที่ 17 เดือนมีนาคมปีพศ 2563 มีเหตุยิงกันเกิดขึ้นระหว่างคนร้ายที่รักลอบขนยาเสพติดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงปะทะกันช่วงเวลาประมาณ 17:00 นโดยการมีการยิงไล่ล่ากันตรงบริเวณห้างบิ๊กซีของจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีประชากรจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจำนวนมากที่พากันเดินทางมาจับจ่ายซื้อของที่ห้างบิ๊กซีแห่งนี้และในขณะเกิดเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและคนร้ายค้ายาเสพติดทำการยิงด่วนกันนั้นชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็วิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นก็กลัวว่าจะถูกกระสุนปืนไม่ว่าจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือว่าจากทางคนร้ายก็ตามซึ่งล่าสุดสำนักงานข่าวได้รายงานเข้ามาว่าเหตุการณ์ยิงกันดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้วและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยิงคนร้ายได้จนถึงแก่ความตาย

     โดยรายละเอียดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากว่าคนร้ายได้ลักลอบมาส่งของที่บริเวณห้างบิ๊กซีจังหวัดบุรีรัมย์แต่ละวันที่กำลังส่งของกันนั้นบังเอิญว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านมาเห็นเข้าพอดีคนร้ายตกใจจึงวิ่งหนีออกมาซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็วิ่งตามเพื่อจับกุมคนร้ายแต่ระหว่างนั้นเองคนร้ายก็ได้มีการยิงปืนใส่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เกิดปะทะกันเกิดขึ้นแล้วเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงคนร้ายจนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาซึ่งจากการสำรวจพื้นที่แล้วไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดมีเพียงคนร้ายเท่านั้นที่เสียชีวิต

      จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้เรารู้สึกได้ว่าการเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าไม่ใช่เรื่องที่ปลอดภัยอีกต่อไปเพราะหลายครั้งในรอบตั้งแต่ต้นปีที่ผ่าน หรือว่ามักจะมีเหตุการณ์ยิงกันในห้างหรือบริเวณใกล้ๆห้างอยู่เป็นประจำจนทำให้ผู้คนต่างหวาดกลัวที่จะพากันเดินไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าภายในห้างซึ่งที่เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ห้างสรรพสินค้ามียอดคนเข้าไปซื้อของน้อยลงและประชาชนเริ่มมีการกักตุนสินค้าไว้ที่บ้านนอกจากจะต้องกลัวอันตรายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19แล้วยังต้องมากลัวว่าจะโดนลูกหลงจากเหตุการณ์ยิงกันภายในห้างอีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีในช่วงเวลานี้ประชาชนอย่างเราๆจึงไม่ควรที่จะออกไปไหนเลยควรจะพักผ่อนอยู่แต่ในบ้านเท่านั้นซึ่งบริษัทต่างๆอาจจะต้องเริ่มหาลู่ทางให้พนักงานทำงานที่บ้านเพื่อที่พนักงานจะได้ไม่ต้องเสี่ยงออกไปเจอเชื้อไวรัสนอกบ้านรวมถึงไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องออกไปเจอเหตุการณ์ยิงกันตามห้างต่างๆอีกด้วย 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub

compiter-light

ลูกสาวบรรยินตั้งภากรณ์ถูกจับพบเสพยาอีและมีฉี่สีม่วง

มีรายงานข่าวเข้ามาว่าเมื่อวันที่ 9 เดือนมีนาคม ปีพ.ศ. 2563

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของ สน. ทองหล่อได้มีการตั้งด่านตรวจจับรถยนต์บนท้องถนนปกติ ปรากฏว่ามีรถเบนซ์สีขาว ขับผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เรียกตรวจและขอทำการค้นรถ ซึ่งในรถคันดังกล่าวมีคนนั่งมารวม 3 คนและหนึ่งในนั้นคือ  นางสาว บุษญา ลูกสาวของนาย บรรยิน ตั้งภากรณ์ ซึ่งเธอเคยลงสมัครเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรณ์ โดยเลือกลงสมัครในจังหวัดนครสวรรค์ ที่เขตหนึ่ง แต่ว่าเธอไม่ได้รับการเลือกจากประชาชน ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นก็พบว่ามี 2 ใน 3 คนที่มีฉี่สีม่วงและหนึ่งในนั้นคือ นางสาว บุษญา ลูกสาวของนายบรรยิน  ตั้งภากรณ์ เอง โดยเธอได้ยอมรับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเธอเพิ่งเสพยาอีมา เมื่อประมาณสองวันที่แล้ว และภายในรถยนต์ยังพบ ยาเสียสาว อีกจำนวนสองเม็ด ซึ่งมีนาย พรพัฒน์ เป็นคนรับสารภาพว่ายาดังกล่าวเป็นของตัวเอง ซึ่งตอนนี้นางสาวบุษญาและเพื่อนเพื่อนได้ถูกควบคุมตัวไปที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

             แค่เรื่องสามีถูกจับติดคุกเพราะข้อหาจ้างวานฆ่า  ภรรยาของนายบรรยิน ตั้งภากรณ์ ก็คงทุกข์ใจมากพออยู่แล้ว แล้วนี่วันนี้ลูกสาวยังมาถูกจับข้อหาเสพยาอีอีก  แม่จะทุกข์ใจมากแค่ไหน และที่สำคัญเธอคือคนที่เคยลงสมัครเป็น สส. เสียด้วย เธอเคยทีจะพยายามเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนในรัฐบาล แต่สิ่งที่เธอทำและกำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้มันไม่ใช่สิ่งที่คนที่คิดว่าตนเองจะอุทิศตนเพื่อประชาชนสวมควรที่จะทำเลย  เธอมีความสวย หุ่นดี มีความสามารถ และเธอก็มีเงินทอง แต่ทำไมถึงคิดตัดอนาคตของตัวเองด้วยการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ลองคิดดูว่าหากเธอได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็น สส. ในสภาแล้ว

เธอจะมีอำนาจมากกว่านี้ เรื่องยาเสพติดของเธออาจจะเปลี่ยนจากการเสพมาเป็นการขายแทนก็ได้ เพราะเธอมีอำนาจอยู่ในมือของเธอแล้วเธอจะทำอะไรก็ได้ และตำรวจก็จะต้องเกรงกลัว และไม่กล้าจับกุมหรือตรวจค้นรถของเธอ  หากเป็นแบบนั้นจริงจริงอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา พ่อก็ยังไม่พ้นเรื่องคดีพัวกันเกี่ยวกับการฆ่าคน ลูกยังมายุ่งกับยาเสพติดอีก เมื่อเธอมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแบบนี้แล้วก็อย่าหวังจะเข้ามาสมัครเป็น สส. เข้ามาทำงานในสภาได้อีกเลย เพราะประชาชนคงไม่สามารถเชื่อใจให้คนแบบนี้มาเป็นผู้แทนได้อีกต่อไป 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

compiter-light

วิ่งไล่ลุง vs เดินเชียร์ลุง

เช้าวันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม ตื่นแต่เช้าลุกขึ้นมาเปิดทีวีเพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมือง นอกจากจะมีข่าวกิจกรรมวันเด็กที่เพิ่งผ่านมาเมื่อวันเสาร์นี้แล้ว  ยังมีอีกข่าวที่น่าสนใจที่ ฟังแล้วนั่งคิดอยู่ว่าจะจัดข่าวนี้ให้อยู่ในประเภทข่าวการเมืองหรือสุขภาพดี  ข่าวที่ว่านี้ก็คือ ข่าวงานวิ่งไล่ลุง กับ งานเดินเชียร์ลุง

งานวิ่งไล่ลุง จัดขึ้นที่สวนรถไฟ กรุงเทพ บรรยากาศในงานคึกคัก ผู้ร่วมงานมีทุกรุ่นอายุแต่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นกับวัยทำงาน  ค่าใช้จ่ายในการสมัครลงทะเบียนคนละ 600 บาท  งานเริ่มขึ้นแต่เช้าโดยมีการปล่อยตัวเป็นรอบๆรอบแรกปล่อยตัวที่เวลา 7.30 น. รวมระยะทางวิ่ง 6 กิโลเมตร จุดประสงค์ที่จัดงานนี้ก็เพื่อเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีทัศนคติตรงกันคือไม่ชอบการบริหารงานของรัฐบาลยุคลุงตู่ ต้องการให้ลุงตู่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้ประชาธิปไตยกลับคืนสู่สังคมไทย งานนี้คนดังทางการเมืองอย่าง คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ไม่พลาดที่จะไปร่วมงาน ดาราที่ไปก็มี คุณจอห์น วิญญู เป็นต้น กิจกรรมงานวิ่งไล่ลุง ไม่ได้มีเฉพาะที่สวนรถไฟกรุงเทพ  มีหลายจังหวัดเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้  แต่ก็ถูกยุติกิจกรรมไป มีเพียงจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดพิษณุโลกที่ดำเนินการได้

งานเดินเชียร์ลุง จัดขึ้นที่สวนลุมพินี มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงวัยลุงๆป้าๆที่เกษียณงานแล้วและเหล่านักการเมืองทั้งหลายที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล เข้าร่วมงานฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เมื่อมาลงทะเบียนจะได้รับเสื้อฟรีคนละ 1 ตัว  เวลาในการเดินเริ่มปล่อยตัว 9.00 น. รวมระยะทางในการเดิน 2.5 กิโลเมตร จุดประสงค์ที่จัดงานก็เพื่อเป็นการรวมพลังแสดงศักยภาพของคนที่รักลุงตู่ ชอบหลักการในการพัฒนาประเทศ และอยากให้ลุงตู่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป กิจกรรมในงานนอกจากการเดินแล้ว ยังมีการแสดงรำ ร้องเพลงรักลุงตู่ และชูป้ายข้อความเชียร์ โดยรวมบรรยากาศในงานเป็นไปด้วยความสงบและสนุกสนาน 

ถ้ามองในแง่ของการเมืองกิจกรรมทั้งสองเป็นตัวบ่งชี้ได้ดีว่าคนไทยในประเทศส่วนใหญ่ต้องการผู้นำประเทศแบบไหน คนรุ่นใหม่ก็ต้องการให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลง ส่วนคนรุ่นเก่าก็ยังอยากให้ดำรงไว้ซึ่งแบบเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา  เราไม่อาจรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้นำได้ดีกว่ากัน จนกว่าจะได้เห็นผลงานของอีกฝ่าย ถ้ามองในแง่ของเรื่องสุขภาพทั้งสองกิจกรรมจัดว่าได้ทำให้คนไทยหันมาสนใจและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะงานวิ่งไล่ลุงหรืองานเดินเชียร์ลุง ผลพลอยได้ของผู้ที่มาร่วมงานก็คือได้มาออกกำลังกายนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ เล่นบาคาร่าให้ได้เงิน  ที่ให้เรื่องเราดีๆมาเสนอ