compiter-light

ข่าวสาวฉีดฟิลเลอร์แล้วหวิดตาบอด

      มีหญิงสาวคนหนึ่งใช้ชื่อว่าคุณตูนได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว เล่าเรื่องที่ไปฉีดฟิลเลอร์ที่หน้าแล้วมีการอักเสบต้องผ่าออกหวิดทำให้ตาบอดเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้เพื่อนๆในกลุ่มเฟสของตน เป็นการเตือนก่อนที่จะไปทำหน้าที่ไหนให้ศึกษาข้อมูลของคลีนิกที่จะไปใช้บริการให้ดี โดยคุณตูนได้เล่าว่า

           คุณตูนตัดสินใจไปฉีดฟิลเลอร์ที่หน้าหลายจุด จึงไปฉีดที่คลินิกแถวโชคชัย 4 ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยไปมาแล้ว และครั้งนี้เป็นการไปฉีดเป็นครั้งที่ 2 โดยหลังจากฉีดเรียบร้อยแล้วคุณตูนสังเกตเห็นว่าใต้ตายังบวมและแดงอยู่มาก จึงได้โทรไปคลีนิกที่ไปทำหน้ามาแต่ทางคลีนิกบอกให้รอ จนคุณตูนรอไม่ไหวจึงไปคลินิกอื่นเพื่อดูออก โดยไปมาทั้งหมด 2แห่งหมดเงินไปประมาณสองหมื่นบาท แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นจึงโทรกลับไปที่คลินิกเดิม ทางเจ้าหน้าที่คลินิกจึงรับผิดชอบด้วยการผ่าตัดออกให้ โดยเสียค่าใช้จ่ายประมาณ หกหมื่นบาท และทางคลินิกยืนยันจะออกให้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อผ่าออกมาแล้วคุณหมอที่ทำการผ่าได้บอกสาเหตุที่มีอาการบวมแดงว่าเกิดจากฟีลเลอร์คุณภาพต่ำ คนที่ฉีดก็ไม่มีความรู้ความสามารถมากพอ จุดที่ฉีดก็เป็นจุดเสี่ยงถ้าฉีดพลาดนิดเดียวตาอาจบอดได้เลย ทำให้คุณตุนต้องออกมาเตือนให้เพื่อนๆให้ระวังหากจะไปฉีดหน้า

          สำหรับข่าวเรื่องการทำความสวยความงามและออกมาหน้าพัง หลังๆนี้มีบ่อยไม่ว่าร้านที่ไปทำจะดูดีแค่ไหน แต่พอตรวจค้นภายในร้านแล้วก็จะเห็นว่าทางร้านมักจะมีการนำของดีมีคุณภาพมาปนกับของคุณภาพต่ำให้ลูกค้าใช้ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ทางคลินิกมีกำไรเยอะๆ แต่มันเป็นการเสี่ยงต่อการเสียโฉมของลูกค้ามาก ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเรื่องคลีนิกเสริมความงามของภรรยานักร้องดัง ทำให้หน้าของลูกค้าเสียโฉมเพราะใช้ของคุณภาพต่ำเช่นเดียวกันขนาดดูดีแล้วว่าเป็นร้านของไฮโซดัง ก็ยังใช้ของที่ไม่ได้มาตรฐานเพียงเพราะต้องการให้มีกำไรสูง โดยไม่สนใจว่าผู้ใช้บริการจะเสียหายอย่างไร

         สำหรับใครที่ชื่นชอบการเข้าร้านเสริมความงามหรือกำลังคิดจะไปทำหน้าฉีดโน่นนี่นั่น ก็ควรหาข้อมูลของคลีนิกที่จะไปให้ระเอียด ลองดูว่ามีคนมารีวิวไว้อย่างไรดีหรือไม่ เพื่อประกอบการตัดสินใจ อย่าเพิ่งหลงเชื่อคำโฆษณาของทางร้านหรือโปโมชั้นที่ทางร้านบอกว่าจะลดราคาให้ เพราะใบหน้าถ้าเสียหายแล้วแก้ไขกลับมาให้ดียาก

          

compiter-light

พบชายเสื้อดำ เอาน้ำลายป้ายภายในลิฟต์ของ รถไฟฟ้า BTS

    มีผู้ใช้เฟสบุ๊กรายหนึ่งได้มีการเผยแพร่คลิปวีดิโอ เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อกล้ามสีดำ และสวมใส่กางเกงสีแดง เดินเข้ามาภายในลิฟต์ของ สถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งและนำมือล้วงเอาน้ำลายมาป้ายภายในบริเวณลิฟต์ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มกด  และตามประตูและผนังของลิฟต์ ซึ่งหลังจากที่มีกาารเผยแพร่คลิปนี้ออกไป ชาวโชเซียลก็ได้ตามหาข้อมูลนี้ว่าเหตุเกิดที่ไหน ซึ่งพบว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยของเรานี่เองและสถานที่ที่อยู่ในคลิปดังกล่าวก็คือสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติเดินทางบริษัทรถไฟฟ้า BTS ได้ออกมาเผยข้อมูลให้ทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เดือนมีนาคมปีพศ 2563 นี้เอง

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 05:23 นาทีซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟฟ้าได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่ามีชายชาวไทยคนหนึ่งเดินเข้าไปในลิฟท์ดังกล่าวและเมื่ออยู่ในลิฟท์ก็ไม่ได้มีการนำน้ำลายมาป้ายตามผนังลิฟท์ประตูและปุ่มกดของลิฟท์เหมือนกับจะเป็นการต้องการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าให้กับคนอื่นซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟฟ้า BTS เห็นภาพในลิฟท์ที่ถ่ายจากกล้องวงจรปิดก็ได้เดินมาหาชายคนดังกล่าวเพื่อทำการสอบถามถึงสาเหตุที่กระทำการในครั้งนี้เมื่อใช้คนดังกล่าวเห็นทางเจ้าหน้าที่เดินเข้าไปใกล้ก็วิ่งหนีโดยใช้คนดังกล่าววิ่งหนีไปทางถนนพระรามหนึ่ง  เจ้าหน้าที่ของรถไฟฟ้า BTS จึงได้ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการให้ติดตามจับกุมตัวชายคนดังกล่าวเนื่องจากว่าเป็นการกระทำที่สร้างผลกระทบให้กับประชาชนคนไทยที่มาใช้บริการที่สถานีรถไฟฟ้า

    จากเหตุการณ์นี้เองทางบริษัทรถไฟฟ้า BTS ได้มีการออกมาประชาสัมพันธ์ผ่านทาง facebook ส่วนตัวของทางสถานีโดยมีการแจ้งข้อมูลให้กับผู้โดยสารที่มาใช้บริการของรถไฟฟ้า BTS ว่าให้มั่นใจในความปลอดภัยว่าสถานีมีการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโรคและมีการป้องกันอย่างแน่นหนาโดยทางสถานีเองได้มีการนำน้ำยาฆ่าเชื้อมาฉีดพ่นตามจุดต่างๆทั่วบริเวณทั้งสถานีทุกๆ 1 ชั่วโมงรวมถึงมีการนำเจลล้างมือมาไว้ให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ใช้ในการล้างมือทั้งขาเข้าและขาออกดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าหากมาใช้บริการที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ผู้โดยสารจะปลอดภัยแน่นอนขบวนรถไฟเองก็มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุก 1 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน 

     สมชายคนที่มีการนำน้ำลายไปป้ายในสถานีรถไฟฟ้า BTS นั้นปัจจุบันยังไม่ทราบว่าเป็นใครแต่มีภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเห็นหน้าอย่างชัดเจนซึ่งทางเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้า BTS ได้นำภาพดังกล่าวไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานตามตัวมาลงโทษแล้วคงต้องดูว่าชายคนดังกล่าวที่ทำไปเนื่องจากสาเหตุอะไรเป็นคนจิตใจไม่ปกติหรือว่าตั้งใจที่จะกระทำเพราะถ้าหากป่วยก็จะต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาแต่ถ้าหากเป็นการตั้งใจทำก็จะต้องรับโทษตามกฎหมายต่อไป 

 

compiter-light

ชาวบ้านหนีตายจ้าละหวั่น

คนร้ายค้ายารัวปืนใส่ตำรวจใกล้ห้างบิ๊กซีที่จังหวัดบุรีรัมย์ ชาวบ้านหนีตายจ้าละหวั่น

      ได้มีรายงานด่วนเข้ามาว่าขณะนี้ที่จังหวัดบุรีรัมย์มีคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ทำการยิงปะทะกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมาจากกรุงแถวบริเวณใกล้ๆกลับห้างบิ๊กซีทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต้องหนีตายกันจ้าละหวั่นเพราะหวาดกลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย

     ตามรายงานข่าวสำนักข่าวไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือตามสื่อทีวีต่างๆมีรายงานเข้ามาว่าเมื่อวันที่ 17 เดือนมีนาคมปีพศ 2563 มีเหตุยิงกันเกิดขึ้นระหว่างคนร้ายที่รักลอบขนยาเสพติดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงปะทะกันช่วงเวลาประมาณ 17:00 นโดยการมีการยิงไล่ล่ากันตรงบริเวณห้างบิ๊กซีของจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีประชากรจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจำนวนมากที่พากันเดินทางมาจับจ่ายซื้อของที่ห้างบิ๊กซีแห่งนี้และในขณะเกิดเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและคนร้ายค้ายาเสพติดทำการยิงด่วนกันนั้นชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็วิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นก็กลัวว่าจะถูกกระสุนปืนไม่ว่าจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือว่าจากทางคนร้ายก็ตามซึ่งล่าสุดสำนักงานข่าวได้รายงานเข้ามาว่าเหตุการณ์ยิงกันดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้วและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยิงคนร้ายได้จนถึงแก่ความตาย

     โดยรายละเอียดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากว่าคนร้ายได้ลักลอบมาส่งของที่บริเวณห้างบิ๊กซีจังหวัดบุรีรัมย์แต่ละวันที่กำลังส่งของกันนั้นบังเอิญว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านมาเห็นเข้าพอดีคนร้ายตกใจจึงวิ่งหนีออกมาซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็วิ่งตามเพื่อจับกุมคนร้ายแต่ระหว่างนั้นเองคนร้ายก็ได้มีการยิงปืนใส่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เกิดปะทะกันเกิดขึ้นแล้วเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงคนร้ายจนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาซึ่งจากการสำรวจพื้นที่แล้วไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดมีเพียงคนร้ายเท่านั้นที่เสียชีวิต

      จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้เรารู้สึกได้ว่าการเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าไม่ใช่เรื่องที่ปลอดภัยอีกต่อไปเพราะหลายครั้งในรอบตั้งแต่ต้นปีที่ผ่าน หรือว่ามักจะมีเหตุการณ์ยิงกันในห้างหรือบริเวณใกล้ๆห้างอยู่เป็นประจำจนทำให้ผู้คนต่างหวาดกลัวที่จะพากันเดินไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าภายในห้างซึ่งที่เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ห้างสรรพสินค้ามียอดคนเข้าไปซื้อของน้อยลงและประชาชนเริ่มมีการกักตุนสินค้าไว้ที่บ้านนอกจากจะต้องกลัวอันตรายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19แล้วยังต้องมากลัวว่าจะโดนลูกหลงจากเหตุการณ์ยิงกันภายในห้างอีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีในช่วงเวลานี้ประชาชนอย่างเราๆจึงไม่ควรที่จะออกไปไหนเลยควรจะพักผ่อนอยู่แต่ในบ้านเท่านั้นซึ่งบริษัทต่างๆอาจจะต้องเริ่มหาลู่ทางให้พนักงานทำงานที่บ้านเพื่อที่พนักงานจะได้ไม่ต้องเสี่ยงออกไปเจอเชื้อไวรัสนอกบ้านรวมถึงไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องออกไปเจอเหตุการณ์ยิงกันตามห้างต่างๆอีกด้วย 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub

compiter-light

ลูกสาวบรรยินตั้งภากรณ์ถูกจับพบเสพยาอีและมีฉี่สีม่วง

มีรายงานข่าวเข้ามาว่าเมื่อวันที่ 9 เดือนมีนาคม ปีพ.ศ. 2563

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของ สน. ทองหล่อได้มีการตั้งด่านตรวจจับรถยนต์บนท้องถนนปกติ ปรากฏว่ามีรถเบนซ์สีขาว ขับผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เรียกตรวจและขอทำการค้นรถ ซึ่งในรถคันดังกล่าวมีคนนั่งมารวม 3 คนและหนึ่งในนั้นคือ  นางสาว บุษญา ลูกสาวของนาย บรรยิน ตั้งภากรณ์ ซึ่งเธอเคยลงสมัครเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรณ์ โดยเลือกลงสมัครในจังหวัดนครสวรรค์ ที่เขตหนึ่ง แต่ว่าเธอไม่ได้รับการเลือกจากประชาชน ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นก็พบว่ามี 2 ใน 3 คนที่มีฉี่สีม่วงและหนึ่งในนั้นคือ นางสาว บุษญา ลูกสาวของนายบรรยิน  ตั้งภากรณ์ เอง โดยเธอได้ยอมรับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเธอเพิ่งเสพยาอีมา เมื่อประมาณสองวันที่แล้ว และภายในรถยนต์ยังพบ ยาเสียสาว อีกจำนวนสองเม็ด ซึ่งมีนาย พรพัฒน์ เป็นคนรับสารภาพว่ายาดังกล่าวเป็นของตัวเอง ซึ่งตอนนี้นางสาวบุษญาและเพื่อนเพื่อนได้ถูกควบคุมตัวไปที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

             แค่เรื่องสามีถูกจับติดคุกเพราะข้อหาจ้างวานฆ่า  ภรรยาของนายบรรยิน ตั้งภากรณ์ ก็คงทุกข์ใจมากพออยู่แล้ว แล้วนี่วันนี้ลูกสาวยังมาถูกจับข้อหาเสพยาอีอีก  แม่จะทุกข์ใจมากแค่ไหน และที่สำคัญเธอคือคนที่เคยลงสมัครเป็น สส. เสียด้วย เธอเคยทีจะพยายามเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนในรัฐบาล แต่สิ่งที่เธอทำและกำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้มันไม่ใช่สิ่งที่คนที่คิดว่าตนเองจะอุทิศตนเพื่อประชาชนสวมควรที่จะทำเลย  เธอมีความสวย หุ่นดี มีความสามารถ และเธอก็มีเงินทอง แต่ทำไมถึงคิดตัดอนาคตของตัวเองด้วยการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ลองคิดดูว่าหากเธอได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็น สส. ในสภาแล้ว

เธอจะมีอำนาจมากกว่านี้ เรื่องยาเสพติดของเธออาจจะเปลี่ยนจากการเสพมาเป็นการขายแทนก็ได้ เพราะเธอมีอำนาจอยู่ในมือของเธอแล้วเธอจะทำอะไรก็ได้ และตำรวจก็จะต้องเกรงกลัว และไม่กล้าจับกุมหรือตรวจค้นรถของเธอ  หากเป็นแบบนั้นจริงจริงอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา พ่อก็ยังไม่พ้นเรื่องคดีพัวกันเกี่ยวกับการฆ่าคน ลูกยังมายุ่งกับยาเสพติดอีก เมื่อเธอมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแบบนี้แล้วก็อย่าหวังจะเข้ามาสมัครเป็น สส. เข้ามาทำงานในสภาได้อีกเลย เพราะประชาชนคงไม่สามารถเชื่อใจให้คนแบบนี้มาเป็นผู้แทนได้อีกต่อไป 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

compiter-light

ข่าว รปภ. ฆ่าหญิงบริการ

จากกรณีที่มีข่าวหญิงขายบริการชื่อ นางสาว สง่า  อายุ 49 ปี ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม

ด้วยการถูกมีดแทงคอนั้น ปัจจุบันทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวคนร้ายได้แล้ว ชื่อนายฮอม อายุ 59 ปี ทำงานเป็น รปภ. แห่งหนึ่ง ซึ่งนายฮอมให้การยอมรับสารภาพว่าได้ตกหลุมรักนางสง่าที่เป็นหญิงขายบริการ และอยากจะให้เลิกขายบริการแล้วมาอยู่กินด้วยกัน ซึ่ง ก่อนหน้านี้นางสง่ารับปากนายฮอมแล้ว

โดยขอให้นายฮอมซื้อสร้อยทางหนัก 2 สลึงให้แต่เมื่อนางสง่าได้สร้อยไปแล้ว ก็มาอยู่กับนายฮอมแค่คืนเดียวหลังจากนั้นก็หนีหายไป นายฮอมจึงได้ไปตามกลับมาให้อยู่ด้วยกันแต่นางสง่าก็ไม่ยอมกลับมา และในวันเกิดเหตุนางสง่ามาขอเงินนายฮอมอีก 3000 บาทเมื่อได้เงินไปแล้ว นางสง่าก็พยายามหลบหน้า นายฮอมซึ่งกำลังเมาเหล้าได้ไปตามหานางสง่า แต่นางสง่าไม่ยอมกลับมาอยู่ด้วย และมีการต่อว่าโดยพูดไปว่า นายฮอมไม่ใช่สามีตนจะมาอะไรหนักหนากับเรื่องที่นางสง่าขายตัว

และที่สำคัญนางสง่าบอกกับนายฮอมว่า ตนเองมีสามีอยู่แล้ว ทำให้นายฮอมโกรธขาดสติจึงใช้มีดแทงคอนางสง่าจนเสียชีวิต  จากการสอบถามเพื่อนของนางสง่าได้ให้การตรงกับนายฮอมและยังบอกด้วยว่าที่จริงแล้วนางสง่ายังไม่ได้มีสามี เพียงแต่อยากตัดขาดกับนายฮอมที่ชอบมาตามตื้อจึงได้พูดว่ามีสามีแล้ว ซึ่งนางสง่าทำงานหาเงินไปส่งเสียเลี้ยงดูหลานที่ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัด

         จากข่าวที่เกิดขึ้นจะโทษ รปภ. ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ เพราะนางสง่าเองก็หลอกให้ความหวังนายฮอม ซึ่งพอได้เงินจากนายฮอมไปแล้วก็คิดตีตัวออกห่าง เป็นการกระทำที่เหมือนมาหลอกลวงเพื่อหวังเอาเงินของนายฮอมเท่านั้น โดยนางสง่ารู้ดีอยู่แล้วว่านายฮอมนั้นรักตัวเอง ถ้าขออะไรไปนายฮอมย่อมหามาให้ แต่ถ้านางสง่าไม่ได้รักนายฮอมก็ไม่ควรหลอกให้ความหวัง หากอยากได้เงินก็เพียงทำการซื้อขายบริการกันอย่างเดียวก็พอ  ส่วนนายฮอมก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่านางสง่า ไม่ได้ชอบตนเองแต่ก็ยังจะมาพยายามตามตื้อ ซึ่งเป็นการสร้างความรำคาญให้นางสง่า ทำให้นางสง่าต้องตัดสินใจใช้คำพูดที่รุนแรงออกไป

       จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คนหนึ่งต้องมาจบชีวิตลงไปและหลานที่อยู่ต่างจังหวัดใครจะผู้รับผิดชอบเลี้ยงดูต่อไป ส่วนอีกคนด้วยความใจร้อนและด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ต้องมามีจุดจบอยู่ในคุกในบั้นปลายของชีวิต ดังนั้นเรื่องนี้อาจสอนเราได้ว่าควรใช้ชีวิตอย่างมีสติและอย่าพยายามเอาเปรียบใคร

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนเหล่านี้โดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้ได้เงิน